ข้อความที่แปลจากไทยอาจสื่อความหมายครบ แต่ยังมีสำนวนที่อ่านไม่เป็นธรรมชาติหรือเลือกน้ำเสียงไม่ตรงกับผู้อ่าน การรับตรวจภาษาอังกฤษหลังแปลจึงควรแยกสองคำถามออกจากกัน: ภาษาอังกฤษอ่านถูกต้องหรือไม่ และยังตรงกับต้นฉบับไทยหรือไม่ การระบุว่าต้องการตรวจทั้งสองด้านช่วยให้ทีมงานประเมินขอบเขตได้ชัด
เริ่มจากกำหนดประเภทการตรวจ
- Bilingual review เทียบต้นฉบับไทยกับอังกฤษเพื่อดูว่าข้อมูลตกหล่น เกินความหมาย หรือใช้คำไม่ตรงกัน
- English proofreading ตรวจ grammar, spelling, punctuation และความสม่ำเสมอของฉบับอังกฤษโดยไม่ย้อนปรับสาระ
- Full Editing ปรับ wording, flow และน้ำเสียงให้เหมาะกับผู้อ่าน โดยทำเครื่องหมายจุดที่อาจต้องยืนยันกับเจ้าของภาษาไทย
หากต้องการให้เรียบเรียงใหม่ทั้งย่อหน้า ควรแจ้งตั้งแต่ต้น เพราะขอบเขตและเวลาทำงานต่างจากการเก็บคำผิดในต้นฉบับที่พร้อมแล้ว
ตรวจความหมายและศัพท์เฉพาะให้ตรงกัน
ทำรายการชื่อสินค้า ชื่อหน่วยงาน ตำแหน่ง และคำเทคนิคที่ต้องใช้รูปเดียวกัน แล้วตรวจทุกจุดที่ปรากฏ อย่าแปลชื่อเฉพาะจากการคาดเดา หากมีคำแปลที่องค์กรใช้อยู่แล้วให้แนบ glossary หรือเอกสารอ้างอิงมาด้วย
ตัวเลข วันที่ หน่วยเงิน และหน่วยวัดต้องเทียบกับต้นฉบับทั้งสองภาษา การตรวจภาษาช่วยชี้รูปแบบที่ไม่สม่ำเสมอได้ แต่เจ้าของงานยังต้องยืนยันว่าตัวเลขและเงื่อนไขถูกต้อง
ตรวจน้ำเสียงตามผู้อ่านและช่องทาง
ระบุว่าข้อความจะใช้ในเว็บไซต์ อีเมล คู่มือ รายงาน หรือเอกสารเสนอขาย เพราะคำสุภาพและระดับความกระชับต่างกัน งานแปลสำหรับลูกค้าอาจต้องใช้ประโยคตรงและชัด ขณะที่รายงานองค์กรอาจต้องรักษาคำศัพท์ทางการให้คงที่
อย่าให้การปรับเป็นธรรมชาติทำให้คำสัญญา เงื่อนไข หรือระดับความมั่นใจเปลี่ยนไป หากมีถ้อยคำที่กฎหมายหรือผู้บริหารอนุมัติแล้ว ให้ทำเครื่องหมายว่า “ห้ามแก้” และขอให้ทีมงานแจ้งข้อเสนอแนะเป็นรายจุด
สิ่งที่ควรส่งพร้อมไฟล์
- ต้นฉบับไทยและฉบับแปลอังกฤษที่เป็นเวอร์ชันเดียวกัน
- glossary, brand guide หรือเอกสารตัวอย่างที่กำหนดคำเรียก
- ข้อมูลผู้อ่าน จุดประสงค์ ช่องทาง และโทนที่ต้องการ
- รายการตัวเลข ชื่อเฉพาะ และข้อความที่ห้ามเปลี่ยน
- จำนวนคำ ส่วนที่ต้องตรวจ และวันที่ต้องการใช้
ดู รับตรวจภาษาอังกฤษและ Proofreading หากต้องการเก็บภาษา หรือสอบถาม ขอบเขตงานรับตรวจเอกสารธุรกิจ เมื่อข้อความจะใช้กับลูกค้าและคู่ค้า

